Page 14 - หนังสือ สารก่อมะเร็งที่พบในชีวิตประจำวัน
P. 14

สารก่อมะเรง็ ท่พี บในชีวติ ประจาวนั 10

6. การติดเช้อื ไวรสั เอชพีวี (Human Papilloma Virus)
      เชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Papilloma Virus, HPV) เป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิดรวมท้ัง

การเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง ปัจจุบันนั้นมีการค้นพบเชื้อไวรัสเอชพีวีมากกว่า 200 สายพันธ์ุ และทำให้
ก่อโรคได้ประมาณ 40 สายพนั ธุ์ โดยแบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 กลุ่ม ตามความเสยี่ งในการกอ่ โรคมะเร็งหลงั ติดเช้ือ(24) ได้แก่

      1) สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ คือ เป็นสายพันธุ์ที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง เช่น สายพันธ์ุ
ที่ 6 11 42 43 44 โดยมักติดเชื้อบริเวณเยื่อบุผิวชนิด squamous และมักเป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่
บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ช่องปาก โพรงจมูก หรือกล่องเสียง ซึ่งร้อยละ 90 ของหูดหงอนไก่เกิดจากการ
ตดิ เชื้อไวรัสสายพันธท์ุ ่ี 6 และ 11

      2) สายพันธุ์ทม่ี คี วามเสยี่ งสูง คอื เปน็ สายพันธุ์ทีเ่ ส่ยี งต่อการเกดิ โรคมะเร็งหลายชนดิ ซงึ่ ปัจจบุ ันพบว่า
มีประมาณ 14 สายพันธุ์ที่มีความรุนแรง ได้แก่ 16 18 31 33 35 39 45 51 52 56 58 59 66* และ 68*
โดยเฉพาะสายพันธท์ุ ี่ 16 และ 18 มคี วามสมั พันธ์ตอ่ การเกดิ มะเร็งปากมดลกู ถงึ 70 เปอร์เซนต(์ 25)

                                                  *สายพันธ์ุท่ี 66 (สารก่อมะเรง็ กลุ่ม 2B) และสายพันธุ์ที่ 68 (สารก่อมะเรง็ กลุ่ม 2A)

      การตดิ เชือ้ ไวรสั เอชพีวเี กดิ จากสาเหตใุ ด
      การติดเช้อื ไวรัสเอชพีวสี ามารถตดิ ต่อผ่านทางการสมั ผสั กบั เช้ือโดยตรงหรอื จากการมีเพศสัมพนั ธ์ จึงทำให้
ติดเชื้อได้ง่ายในบริเวณปากมดลูกและอวัยวะส่วนอื่นๆ ร่วมทั้งทวารหนัก ในความเป็นจริงนั้นการติดเชื้อเอชพีวี
สามารถเกิดได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยผู้ชายสามารถติดเชื้อเอชพีวีจากคู่นอนและสามารถแพร่เชื้อไปสู่คู่นอน
คนอื่นๆต่อไปได้ อีกทั้งยังมีโอกาสเกิดโรคและพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้เช่นเดียวกัน แม้ว่าการใส่ถุงยางอนามัย
ในขณะมีเพศสมั พนั ธ์จะช่วยลดโอกาสการตดิ เชือ้ ได้แตไ่ ม่สามารถปอ้ งกนั การติดเชื้อได้ 100 เปอร์เซนต์
      ความสัมพนั ธก์ ับโรคมะเร็ง
      การติดเชื้อเอชพีวีเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงทั่วโลก เมื่อติดเชื้อแล้ว
เซลล์บริเวณปากมดลูกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งอาจใช้เวลานานประมาณ 15-20 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยผู้หญิงที่ติดเชื้อเอชพีวีส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการแต่จะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการ
และมกั เขา้ สูม่ ะเร็งระยะลกุ ลามแล้ว สำหรบั ประเทศไทยมะเร็งปากมดลกู ถือเปน็ มะเร็งที่พบเปน็ อนั ดับ 3 ในเพศ
หญิง จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทย(6) ในแต่ละปีพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 5,513 คน และ
มีจำนวนผู้เสียชีวิต 2,238 คน(7) นอกจากนี้ จากการศึกษาข้อมูลพบว่ายังมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดมะเร็ง
หลายชนดิ ได้แก่ มะเรง็ ช่องคลอด มะเรง็ ปากช่องคลอด มะเรง็ ทวารหนกั มะเร็งชอ่ งปาก มะเรง็ องคชาต เปน็ ต้น
      วิธีปอ้ งกันการตดิ เช้ือไวรัสเอชพวี ี
      1. การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งแนะนำให้ฉีดวัคซีนในผู้หญิงช่วงอายุ 9-26 ปี(26) ทั้งนี้การ
ฉีดวัคซีนก่อนการติดเชื้อหรือการมีเพศสัมพันธ์จะทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันได้มากกว่า สำหรับผู้หญงิ
ที่อายมุ ากกวา่ 26 ปีขึ้นไป ยงั สามารถฉีดวัคซนี ได้แต่ประสิทธิภาพการปอ้ งกันอาจลดน้อยลง
      2. การตรวจคดั กรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งองคก์ ารอนามัยโลกแนะนำให้ผูห้ ญิงเริ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่
อายุ 30 ปขี น้ึ ไป(25) ปัจจบุ นั การตรวจคดั กรองมะเรง็ ปากมดลกู มดี ้วยกนั 2 วธิ ี คอื การตรวจทางเซลลว์ ิทยาของ
ปากมดลูก (Pap smear หรือ liquid-based cytology) และการตรวจหา DNA ของเชอ้ื เอชพวี ี (HPV test)
   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18   19