“มะเร็งอัณฑะ” ภัยร้ายของท่านชาย รู้ไว้ไม่เสี่ยงหลีกเลี่ยงได้

          อัณฑะเป็นอวัยวะเพศของผู้ชายอยู่ในถุงใต้องคชาต ซึ่งทำหน้าที่หลัก 2 อย่าง คือ สร้างและเก็บตัวอสุจิ เพื่อการสืบพันธุ์ และสร้างฮอร์โมนเพศชาย หรือฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน มีหน้าที่ควบคุมความต้องการทางเพศ และกระตุ้นการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ กระดูก และขนตามร่างกาย
         มะเร็งอัณฑะเกิดจากเซลล์ในอัณฑะเจริญเติบโตผิดปกติจนเกิดเป็นเนื้องอก มะเร็งชนิดนี้พบได้น้อย ในประเทศไทย แต่ละปีมีผู้ป่วยราว 0.7 รายต่อชายไทย 100,000 คน หรือคิดเป็น 0.4 % ของมะเร็งทั้งหมดใน เพศชาย ส่วนใหญ่มักเกิดในผู้ชายอายุ 15-35 ปี และหากตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีโอกาสหายขาดได้
         ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดมะเร็งอัณฑะ ได้แก่ มีคนในครอบครัว (พ่อหรือพี่ชาย) เคยเป็นมะเร็งอัณฑะ ภาวะที่อัณฑะไม่ลงมาอยู่ในถุงอัณฑะตั้งแต่แรกเกิด และพบเซลล์ที่มีลักษณะผิดปกติในอัณฑะ มักตรวจพบ ในระหว่างการตรวจหาภาวะมีบุตรยาก
         อาการที่ควรสังเกต คลำพบก้อนเนื้อที่อัณฑะ (อาจมีหรือไม่มีอาการเจ็บ) ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังมีอาการอัณฑะบวม โดยอาจจะมีหรือไม่มีอาการปวดก็ได้ มีความรู้สึกเหมือนมีน้ำหนักในอัณฑะ ปวดหน่วง หรือปวดเมื่อยในอัณฑะ ถุงอัณฑะ หรือขาหนีบ
         การตรวจอัณฑะด้วยตนเองเป็นประจำ จะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับลักษณะปกติของอัณฑะ ทำให้สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตรวจอัณฑะด้วยตนเอง คือ หลังอาบน้ำอุ่น ขณะยืน เนื่องจากเป็นช่วงที่ถุงอัณฑะคลายตัว ทำให้คลำได้ง่าย
         การตรวจอัณฑะด้วยตนเอง ทำได้ด้วยการสังเกตความผิดปกติ โดยสำรวจหาก้อนเนื้อ สังเกตอาการบวม หรือความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่ผิดไปจากเดิมของอัณฑะ หากมีอาการเจ็บปวดอาจเป็นสัญญาณที่บ่งชี้สิ่งผิดปกติ นอกจากนี้ การตรวจอัณฑะแต่ละข้าง โดยใช้มือข้างหนึ่งจับลูกอัณฑะทีละข้าง ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้คลำเบา ๆ ให้ทั่วบริเวณ คลำหาความผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้อ หรือผิวขรุขระ โดยอัณฑะแต่ละข้างอาจมีขนาดไม่เท่ากันเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคือเนื้อสัมผัสของลูกอัณฑะควรสม่ำเสมอกัน สำรวจความผิดปกติของท่อเก็บอสุจิและ ท่อนำอสุจิ โดยการคลำหาท่อที่อยู่ด้านบนและด้านหลังของลูกอัณฑะ หมั่นสังเกตลักษณะของท่อเหล่านี้ เพื่อให้สามารถแยกแยะความผิดปกติได้ ควรตรวจอัณฑะด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ (อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง) และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของขนาด รูปร่าง หรือเนื้อสัมผัสของลูกอัณฑะ หากพบก้อนเนื้อ หรือ ความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะการตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญ หากเป็นมะเร็งอัณฑะ การรักษาในระยะเริ่มต้นมีโอกาสหายขาดได้
         หากท่านมีข้อสงสัย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติผ่านทาง Facebook : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute และ LINE : NCI รู้สู้มะเร็ง


นายแพทย์จิรายุส ไมตรีสถิต
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์มะเร็งทางเดินปัสสาวะ
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
พฤษภาคม 2568

 

สื่อความรู้เพื่อประชาชน โดย แพทย์สถาบันมะเร็งแห่งชาติ